จงเอาหินออกเสีย

posted on 22 Oct 2010 14:57 by patgogoi

ข้อคิดที่ได้จากเรื่องของ ลาซารัส นี่ ยังไม่หมดนะคะ Cool

ขอให้เรากลับมาที่ ยอห์น 11:1-44 อีกครั้งหนึ่งค่ะ... ตอนแรกลาซารัสเป็นชายหนุ่มที่มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง แต่ในเวลาต่อมาเขาได้ล้มป่วยลง พระคัมภีร์ตอนนี้ไม่ได้บอกว่า เขาป่วยเป็นโรคอะไร แต่แพทเชื่อแน่นอนว่า มันเป็นโรคแห่งความบาปค่ะ ฮ่า... และการเจ็บป่วยของลาซารัสนั้น ก็ลงเอยด้วยความตาย และศพก็ถูกนำไปฝังไว้ในอุโมงค์ได้ 4 วันแล้ว  

ศพเริ่มมีกลิ่นเน่าเหม็นออกมาแล้วด้วย... (ข้อ 17) เมื่อพระเยซูเสด็จมาถึงนั้น พระองค์ทอดพระเนตรอุโมงค์ฝังศพก็ทรงเศร้าพระทัยและทรงพระกันแสง (ข้อ 35) Frown

เช่นเดียวกัน คริสเตียนเราก็เป็นแบบลาซารัสนี่ล่ะค่ะ... ตอนแรกจิตวิญญาณเข้มแข็งดีอยู่ ต่อมาก็เริ่มป่วยกระเสาะกระแสะ มาโบสถ์บ้าง ไม่มาโบสถ์บ้าง... ไม่อธิษฐาน ไม่อ่านพระคัมภีร์ ไม่ออกประกาศ ไม่ออกเยี่ยมเยียนเพื่อนบ้าน ห่างเหินจากการร่วมสามัคคีธรรม... ความรักที่มีต่อพระเจ้าก็ค่อยๆเยือกเย็นลง มีชีวิตอยู่อย่างสิ้นหวัง และในที่สุดความรักนั้นก็ตายลง เช่นเดียวกับลาซารัส... Frown 

คริสเตียนบางคนเมื่อเริ่มตายลง ก็มีกลิ่นเหม็นเน่า... โชยคลุ้งออกมาทางการกระทำที่ไม่ดี สิ่งใดที่พระเจ้าทรงห้าม เขาก็ยังกระทำอยู่ ชนิดที่ว่ายิ่งห้ามก็ยิ่งยุ... เราลองคิดดูสิคะว่า ถ้าพระเยซูทรงเห็นจิตวิญญาณของคริสเตียนเป็นแบบนี้ พระองค์จะไม่ทรงกันแสงหรือ... แล้วเรา ซึ่งเป็นผู้ที่พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์แทนเรา ทรงยอมทนทุกข์ทรมานเพื่อเรา จะยอมให้พระเยซูต้องกันแสงเพราะเราไปอีกนานเท่าใด................ Frown 

ทีนี้ เราลองกลับมาดูที่ข้อพระคัมภีร์ในบทนี้ ข้อที่ 39 อีกครั้งหนึ่งนะคะ... 

มารธาทูลพระเยซูว่า “ป่านนี้ศพคงมีกลิ่นเหม็นแล้ว”… ฟังแล้วเป็นคำพูดที่แสดงออกถึงความหมดหวังและทุกข์ใจ อีกประการหนึ่งก็เป็นคำพูดในเชิงว่า “อย่าไปยุ่งกับศพลาซารัสอีกเลย พระองค์ช่วยอะไรไม่ได้หรอก เสียเวลาเปล่าๆ”... 

บางครั้งเราเองก็มีความคิดเหมือนกับมารธานี่ล่ะค่ะ คุณผู้อ่านคะ... บางทีเราก็คิดว่า คนนั้นหรือคนนี้ทำบาปชั่วจนเกินไปแล้ว พระเยซูไม่สามารถช่วยอะไรเขาได้หรอก ยังไงเขาก็ไม่กลับใจหรอก เราจึงไม่สนใจเขา... เราอาจจะคิดว่า เสียเวลาเปล่าๆ อย่าไปประกาศกับเขาเลย อย่าไปดึงเขากลับมาเลย อย่าไปยุ่งกับเขาเลย นี่เป็นคำพูดที่สิ้นหวังและไร้ความรักของเราเอง... 

แต่มารธาบอกว่า “ป่านนี้ศพคงมีกลิ่นเหม็นแล้ว”... คุณผู้อ่านเคยเห็นคริสเตียนที่มีกลิ่นเน่าเหม็นเหมือนกับลาซารัสบ้างไหมคะ... คริสเตียนเหล่านี้ชอบทำผิดบาปอยู่เรื่อย ๆ ชอบคดโกง ชอบล่วงประเวณี ชอบขี้เมา ชอบเล่นการพนัน ชอบเที่ยวเตร่ในสถานที่ที่ไม่สมควร ชอบซุบซิบนินทา ชอบด่าว่าผู้อื่น ชอบด่าว่าบิดามารดา ชอบเห็นแก่ประโยชน์ของตนเองฝ่ายเดียว ชอบเป็นพยานเท็จใส่ร้ายเพื่อนบ้าน ชอบขโมย ชอบโลภของของเพื่อนบ้าน ฯลฯ... พระเจ้าไม่ได้รับการถวายเกียรติจากการกระทำของคริสเตียนเหล่านี้เลย ผู้คนรอบข้างต่างก็พากันปิดจมูกพร้อมกับส่ายหน้า... โอยยย เหม็นจริงๆ คริสเตียนคนนี้!!! 

แต่ในข้อที่ 40 พระเยซูตรัสว่า “ถ้าเจ้าเชื่อ เจ้าจะได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า” และอีกข้อหนึ่งในข้อ 25 พระเยซูตรัสว่า “เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต ผู้ที่วางใจในเรานั้น ถึงแม้เขาตายแล้ว ก็จะยังมีชีวิตอีก” – ความหวังเริ่มเข้ามาแล้วค่ะ Cool

ในอดีตพระเยซูทำทรงทำการอัศจรรย์อย่างไร ในปัจจุบันนี้ พระเยซูก็ทรงกระทำอย่างนั้นเช่นกันค่ะ ความเจ็บป่วยในฝ่ายวิญญาณ และความตาย และความเน่าเหม็น... จะถูกกำจัดออกไปจากคริสตจักรของพระเจ้า ถ้าคริสเตียนเชื่อพระองค์และปฏิบัติตามคำที่ทรงสอนนั้น 

อุโมงค์ฝังศพของชาวยิวนั้น พวกเขาจะเจาะเข้าไปในศิลาหรือเจาะเข้าไปในภูเขา และเขาจะนำก้อนหินใหญ่มาปิดปากอุโมงค์ เพื่อมิให้อุจาดตา และเพื่อป้องกันสัตว์ที่จะมากัดกินซากของศพ... 

พระเยซูทรงตรัสกับคนที่อยู่ที่นั่นว่า “จงเอาหินออกเสีย” (ข้อ 39) เพื่อที่พระองค์จะได้เรียกลาซารัสให้ฟื้นขึ้นจากความตาย ลองคิดดูค่ะว่า ถ้าพวกยิวไม่เอาหินออก การอัศจรรย์ก็เกิดขึ้นไม่ได้... และลาซารัสก็ยังคงเป็นศพเน่านอนอยู่ในอุโมงค์ฝังศพนั่นเอง... 

ฉันใดก็ฉันนั้น ถ้าคริสเตียนไม่เอาหินออก... ซึ่งก็คือ หินแห่งความชั่ว สิ่งที่อยู่ภายในจิตใจของเรานั้นก็คงจะเน่าเหม็นต่อไป มันอาจจะเป็น หินแห่งความรู้มากทะเยอทะยาน หินแห่งการถือยศถือศักดิ์ หินแห่งการถือดีอวดดี หินแห่งการอวดตัว หินแห่งการหยิ่งยโส หินแห่งใจที่แข็งกระด้าง  หินแห่งการเกลียดชัง หินแห่งการนินทาว่าร้าย  หินแห่งการไม่ให้อภัยกัน เป็นต้น 

วันนี้ เราอาจได้ยินพระสุรเสียงของพระเยซูตรัสกับเราว่า... “จงเอาหินเหล่านี้ออกเสีย แล้วการอัศจรรย์จะเกิดขึ้นในชีวิตของเรา”... ถ้าเราเชื่อ พระองค์ก็จะทรงเรียกจิตวิญญาณที่ตายแล้วให้ฟื้นขึ้นด้วยคำตรัสของพระองค์ เหมือนกับที่ทรงเรียกลาซารัสให้ฟื้นขึ้นจากความตายด้วยคำตรัสของพระองค์เช่นเดียวกัน 

การอัศจรรย์จะเกิดขึ้นในชีวิตของเราก็ต่อเมื่อ เราจะต้องละทิ้งความบาปออกไปจากใจของเราเท่านั้น แต่ถ้าเราไม่ยินยอม ความบาปก็จะยังเน่าเหม็นอยู่ในจิตใจของเราต่อไป... ขอให้เรายินยอมที่จะให้พระเยซูทำการอัศจรรย์ในชีวิตของเราเถิด 

“จงเอาหินออกเสีย”

Comment

Comment:

Tweet

เป็นที่น่าขอบคุณพระเจ้ามากคะ หลายครั้งที่เรามีกลิ่น ลักษณะเน่าแล้ว เน่าอีก แต่พระองค์ก็ไม่ปฎิเสธเรา

#3 By ปราสจากกระดอง (223.206.45.56) on 2010-10-22 22:05

ยินดีมากๆ หากเป็นพระพรแก่คุณค่ะ big smile
เป็นมุมมองหนึ่งนะคะ อาจมีความหมายอื่นแฝงอีกมาก พระเจ้าของเราสติปัญญาล้ำเลิศเหลือเกิน มนุษย์ยากนักที่จะเข้าใจ... สรรเสริญพระองค์ค่ะ

big smile big smile big smile

ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ

#2 By patgogoi (109.197.84.4) on 2010-10-22 16:51

จงเอาหินออกมีความหมายแฝงแบบนี้นี่เองwink
ขอบคุณมากๆค่ะ
//ขออนุญาติแอดเฟเวอไรท์นะคะ

#1 By jiri marjinzey on 2010-10-22 15:30