คำพยานนี้เกิดขึ้นและเขียนไว้เมื่อปี 2006 ค่ะ เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้มุมมองชีวิตของฉันเปลียนไป ชีวิต... แท้จริงมันช่างสั้นนัก เราไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเรา ในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้านี้
 
***************************************************
 ยากอบ 4:14...  
“แต่ว่าท่านทั้งหลายไม่รู้ว่าจะมีเหตุอะไรเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ ชีวิตของท่านเป็นอะไรเล่า ก็เป็นเหมือนหมอกที่ปรากฏอยู่แต่ประเดี๋ยวหนึ่งแล้วก็หายไป”
***************************************************
 
ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงอนุญาตให้ฉันมีชีวิตอยู่มาจนถึงขณะนี้ ให้ฉันได้มีโอกาสกลับมาที่นี่อีกครั้ง... โรมาเนีย วิถึชีวิตสบาย..สบาย อากาศชนบทที่แสนจะสดชื่น และก็ได้เรียนรู้ประสบการณ์บางอย่างกับพระองค์... ค่อนข้างขื่นขมสักหน่อย แต่เมื่อฉันได้ไตร่ตรองและใคร่ครวญเข้าใจแล้ว อืมม... มันก็หวานชื่นดีนะ
 
สิ่งที่ฉันดีใจมาก มาก อย่างหนึ่งของการมาเยี่ยมเยือนพ่อแม่สามีในครั้งนี้ ก็คือ ฉันได้พบกับย่าของเขา ซึ่งกำลังย่าง 84 ราวๆ ปลายปีนี้ล่ะ... หลายครั้งตอนที่อยู่เมืองไทย ฉันก็คิดว่า ถ้าฉันกลับไปที่นั่นอีก ฉันจะได้เจอเธอไหมนะ... วันแรกที่มาถึงที่นี่ หลังจากที่ได้ทักทายพ่อกับแม่สามีแล้ว ฉันก็รีบวิ่งไปที่บ้านย่าทันที ซึ่งอยู่ติดกับบ้านของเรา เมื่อฉันเห็นเธอ ฉันก็วิ่งเข้าไปกอดทันที ตั้งใจจะหอมแก้มเธอ แต่ฉันก็ไม่สามารถปลดปล่อยตัวเองจากอ้อมกอดของเธอได้ เพราะเธอร้องไห้กอดฉันแน่นด้วยความดีใจ พูดว่า “ลูกเอ๋ย ย่านึกว่าเราจะไม่ได้เจอกันอีกเสียแล้ว”
 
สามีและฉันไปหาย่าเกือบทุกวันเลย ก็เหมือนกับคนมีอายุทั่วไป... ย่ามักจะเล่าเรื่องเก่าๆให้เราฟัง บางเรื่องฉันก็นึกว่ามันเพิ่งจะเกิดขึ้นนานนี้ เพราะน้ำเสียงของเธอยังคงตื่นเต้น หรือบางทีก็เศร้าสร้อย ราวกับว่าเหตุการณ์นั้นมันยังสดใหม่อยู่ในความทรงจำ แม้กาลเวลาจะเนิ่นนานเพียงใดก็ตาม.. สามีบอกว่า “โอ้ย.. เรื่องนี้เกิดขึ้นนานแล้วล่ะ”
 
ถึงแม้ความเข้าใจภาษาโรมาเนียของฉันมีขีดจำกัด  ฉันก็รู้ว่า ย่ายังคงยึดเอาเหตุการณ์หรือสิ่งต่างๆ ในโลกนี้ไว้ไม่ห่างจากจิตใจ ไม่ละทิ้งไปเลย... ไม่ว่าจะเป็นความกระวนกระวาย ความโกรธ ความเจ็บปวด ความทุกข์ใจ เป็นต้น... ฉันเองกลับคิดว่า ย่าก็อายุมากแล้ว ท่านน่าจะเข้าใจชีวิตในโลกนี้ว่ามันไม่ยั่งยืนอะไร และทุกสิ่งก็อนิจจัง ไม่ควรที่เราจะยึดติดกับมันไว้เลย ทำไมนะ เธอจึงไม่สามารถให้อภัย และละทุกสิ่งไว้ข้างหลังกับพระเจ้า แล้วเตรียมร่างกาย ทั้งจิตวิญญาณเพื่อพักสงบในพระคริสต์เมื่อเธอต้องจากโลกนี้ไป... ฉันคุยเรื่องนี้กับสามีอย่างเปิดเผย ด้วยถ่อมใจและห่วงใยคุณย่าของเขา ตอนหนึ่งเขาพูดว่า...
 
“ฉันก็เป็นห่วงย่าเหมือนกัน ท่านเป็นคริสเตียนมานานเกือบทั้งชีวิต แต่ดูเหมือนยังไม่เข้าใจดีว่าพระเจ้าทรงมีพระประสงค์ให้เราใช้ชีวิตอย่างไร ฉันคงเสียใจมาก หากท่านต้องสูญเสียสิ่งที่ท่านรอคอยมานาน คือชีวิตนิรันดร์ เพียงเพราะยังคงเก็บขยะเหล่านี้ยึดแน่นไว้ในหัวใจ”

มันเศร้านะ... และมันทำให้ฉันคิดถึงข้อพระคัมภีร์ที่ยกมาข้างต้นนั้น... “ชีวิตเป็นอะไรเล่า ก็เป็นเหมือนหมอกควันนั่นไง”

ฉันก็ได้แต่อธิษฐานเผื่อย่าเท่านั้นเอง ให้เธอสามารถละทิ้งความรู้สึกทางโลกนี้ให้ได้ เพราะเวลาของเธอน้อยลงไปทุกวัน...
 
เย็นวันอาทิตย์หนึ่ง... ประมาณสองสัปดาห์ก่อนที่ฉันจะลงมือเขียนคำพยานนี้ ฉันกำลังจะอาบน้ำ ที่นี่เรามีเครื่องทำอุ่นแบบที่ใช้แก๊ส ซึ่งต่อโดยตรงมาจากห้องครัวที่อยู่ติดกับห้องน้ำ เครื่องทำน้ำอุ่นขนาดใหญ่อยู่ติดกับผนังห้องน้ำ... แก๊สก็อยู่ติดกับผนังห้องครัว ซึ่งเป็นผนังเดียวกับห้องน้ำ... เมื่อเครื่องทำนำอุ่นนี้ถูกเปิดใช้ ก๊อกน้ำทั่วทั้งบ้านก็สามารถปล่อยน้ำอุ่นออกมาได้

ในขณะที่ฉันกำลังอาบน้ำอยู่นั้น สามีฉันก็อยู่ไม่ไกลเท่าไหร่คอยพูดคุยเป็นเพื่อน ในทันใดนั้น เราก็ได้ยินเสียงของแม่ดังโวยวายมากมาจากห้องครัว ฉันฟังไม่ออกว่าเธอพูดว่าอะไร... แล้วสามีก็เลยออกไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น เสียงอลหม่านของทั้งแม่ ทั้งสามีดังวุ่นวายไปหมด ฉันฟังไม่ได้ศัพท์ รู้แต่ว่ามีอะไรสักอย่างที่ไม่น่ารื่นรมย์กำลังเกิดขึ้นในครัว ฉันรีบอาบน้ำให้เสร็จเร็วๆ แล้วก็เดินออกมาจากห้องน้ำ... ควันโขมงตลบเต็มไปทั่วทางเดิน จึงตะโกนเรียกสามี เขาตอบกลับมาฉับพลัน “อย่าออกมา! อยู่ที่นั่นแหละ ไฟกำลังไหม้!” แล้วก็ได้ยินเสียงเขาพูดต่อเป็นภาษาของเขา เดาว่าพูดกับแม่ว่า “ออกไปจากที่นี่เร็ว มันอาจจะระเบิดได้” คราวนี้ฉันกลับเข้าใจ หืออออ... ฉันกลับเข้าไปในห้องน้ำเหมือนเดิมด้วยอาการช็อคสุดๆ... มองซ้ายมองขวา ไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่รู้จะไปที่ไหน... ทางตันแล้ว! โอย พระเจ้า ช่วยลูกด้วย! ฉันนั่งลงกับพื้นคุกเข่าอธิษฐาน ยอมรับกับสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไป

ในทันใดนั้นเอง ฉันก็รู้ว่าทุกสิ่งกลับเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว เมื่อเสียงร้องเอะอะโวยวายหายไป เหลือแต่เสียงของแม่ที่เดินไปเดินมาอธิษฐานเสียงดังอย่างตื่นตระหนก ฉันเดินออกมาจากห้องน้ำ... ยังคงช็อคอยู่  แต่ก็รู้สึกโล่งอกขึ้นมาบ้างแล้ว ควันไฟยังคงโขมงอยู่บริเวณนั้น ฉันมองไปที่ผนังห้องครัวตรงที่ติดกับเครื่องทำน้ำอุ่น เห็นรอยไหม้เป็นสีดำ...

เรากำลังพูดกันถึงสิ่งที่ได้เกิดขึ้น ฉันถามสามีว่าไฟดับได้อย่างไร เขาบอกว่า พ่อของเขาวิ่งเข้าไปปิดวาล์วที่ถังแก๊ส ซึงขณะนั้นมีไฟพลุ่งออกมาจากตัวถัง เมื่อวาล์วถูกปิด... ไฟก็มอดลงไปด้วย

ลูกสาวของเราก็อยู่ที่นั่นด้วย เธอถามพ่อของเธอหลายคำถาม แต่ฉันกำลังตกใจจึงไม่ได้ฟังว่าเธอพูดว่าอย่างไรบ้าง ครั้งหนึ่งได้ยินพ่อของเธอตอบว่า “ซาตานต้องการที่จะฆ่าเรา ลูก” “อ๋อ... มันต้องการให้พวกเรารักมันใช่ไหมคะ” “ไม่ใช่ลูก มันไม่ต้องการความรักจากเรา มันต้องการให้พวกเราทุกคนตาย! ลูกไปนอนได้แล้ว อย่าลืมอธิษฐานขอบคุณพระเจ้าที่ทรงส่งทูตสวรรค์ของพระองค์มาปกป้องเรา ไม่อย่างนั้น... พวกเราทุกคนก็อาจจะตาย และไม่สามารถทำงานรับใช้พระองค์ได้นะ”

...  

ใช่... ซาตานต้องการให้มนุษย์ทุกคนตาย มันไม่ต้องการความรัก ไม่ต้องการความสงสารจากเรา มันแค่ต้องการให้เรา “ตาย” ถ้าพระเจ้ามิได้ทรงส่งทูตสวรรค์ของพระองค์มาช่วยเราไว้ มันก็อาจจะเกิดระเบิดขึ้นและเราทุกคนที่นั่นก็คงจะตายไปแล้ว ฉันก็คงไม่มีวันนี้ที่กำลังเขียนคำพยานแห่งพระเมตตาคุณนี้ถึงทุกคน...
 
ฉันมองออกไปนอกหน้าต่างในคืนนั้น บรรยากาศข้างนอกมืดมาก... ซาตานกำลังทำงานของมันอย่างขมีขมัน ที่จะเอาชีวิตมนุษย์ทั้งวันทั้งคืน ดุจสิงโตคำรามเที่ยวหาเหยื่อที่มันจะกัดกินได้ ฉันคิดถึงประโยคนี้แล้วก็รู้สึกสั่นขึ้นมาทันที เราทุกคนเข้านอนในคืนนั้น ไม่ลืมที่จะขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์ไม่ทรงอนุญาตให้ซาตานเอาชีวิตของเราไปเสียก่อน พระเจ้าอาจจะมีแผนการสำหรับครอบครัวของเราในอนาคตก็ได้... ฉันรำพึงกับตัวเองเบาๆ แล้วล้มตัวลงนอน.........
 
เวลานี้เมื่อทุกสิ่งที่เกิดขึ้นยังคงโลดแล่นอยู่ในสมองของฉัน ฉันยังคงคิดถึงประโยคนี้อีกครั้ง “ชีวิต... ก็เหมือนหมอกควัน” เราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเราในวันพรุ่งนี้ แม้แต่ในไม่อีกกี่นาทีข้างหน้านี้ เราก็ไม่รู้ว่า อะไรจะเกิดขึ้น... ไม่ว่าจะหนุ่มหรือแก่ เด็กหรือผู้ใหญ่ ชีวิตอาจถูกเอาไปจากเราได้ทุกเมื่อ เราจึงต้องคิดในขณะนี้ว่า เราควรใช้ชีวิตของเราอย่างไร ให้สมกับน้ำพระทัยของพระเจ้าที่ต้องการให้เรามีชีวิตอยู่
 
อาเมน 


Comment

Comment:

Tweet

ขอบพระคุณ คุณปราศจากกระดอง ป้ารุ่ง คุณเทียร์และคุณผู้อ่านทุกท่าน ที่เข้ามาอ่านคำหนุนใจของบล็อกนี้นะคะ ขอพระเจ้าเสริมกำลังทุกท่านค่ะ

ด้วยรักจาก patgogoi

#6 By patgogoi on 2010-10-27 00:24

ขอพระเจ้าทรงคุ้มครอง
ครอบครัวคุณแพทให้ปลอดภัยและเต็มไปด้วยสันติสุขนะคะ

#5 By ปราศจากกระดอง (223.206.45.56) on 2010-10-22 22:15

ประสบการณ์ที่ขมขื่นแต่เมื่อไตร่ตรองและใคร่ครวญในใจมันก็หวานชื่นดีจริงๆด้วยเนาะ

#4 By ปราศจากกระดอง (223.206.45.56) on 2010-10-22 22:11

อาเมน

เราไม่รู้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเราขั้างหน้า แต่สิ่งเดียวที่เรายังคงยึดถือ ก็คือความรักของพระเจ้า

#3 By jiri marjinzey on 2010-10-22 15:49

ช่วยๆ กันนำ "ขนมปัง" ติดไม้ติดมือกันไปฝากผู้อื่นนะคะ... big smile

ยังมีคนที่หิวและกระหาย "ขนมปังแห่งพระวจนะของพระเจ้า" อีกมากมายในโลกนี้ วันนี้...เราอาจจะเจอใครซักคนหนึ่งที่กำลังตามหาอาหารอยู่... ^^ เป็นอาหาที่ เมื่อเขารับประทานแล้ว เขาอาจจะไม่รู้สึกหิวและกระหายอีกต่อไป (ยอห์น 6:35, 48, 51; ยอห์น 4:10-14)

เราจะช่วยกันแนะนำ อาหาร นั้นให้พวกเขากันนะคะ! confused smile

#2 By patgogoi (109.197.84.4) on 2010-10-22 12:58

สวัสดีค่ะหนูแพท

ขอบพระคุณพระเจ้า

ดี ดี ค่ะ จะเข้ามาอ่านเนืองๆนะคะ
เป็น พร เป็น พร

ถนอมสุขภาพนะคะ
ขอพระเจ้าอวยพระพรค่ะ


ป้ารุ่งเองงงงbig smile

#1 By ป้ารุ่ง (1.46.70.176) on 2010-10-22 07:33