โรคนี้จะไม่ถึงตายหรอก

posted on 21 Oct 2010 18:09 by patgogoi

ลาซารัส จงออกมาเถิด

ในพระธรรมยอห์น 11:1-44 ได้บันทึกถึงเรื่องราวของลาซารัส เพื่อนสนิทคนหนึ่งของพระเยซู พระคัมภีร์บันทึกว่าหลังจากที่เขาป่วยได้ไม่นานนัก ลาซารัสก็ตายลง ซึ่งได้นำความเศร้าโศกเสียใจมาให้แก่พี่สาวทั้งสองของเขา คือมารธาและมารเป็นอย่างมาก 

แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่น่าแปลกก็คือ เมื่อตอนที่พระเยซูทรงได้ยินข่าวเรื่องที่ลาซารัสเพื่อนรักของพระองค์ป่วยหนักอยู่นั้น ทำไมพระองค์จึงไม่รีบไปเยี่ยมเขานะ... พระคัมภีร์กล่าวไว้ในข้อที่ 4 ว่า “โรคนั้นจะไม่ถึงตายหรอก...” แหม นี่ถ้าเป็นตัวฉันเองป่วยอยู่ แล้วรู้ว่า เพื่อนที่รักและสนิทที่สุดของฉันพูดอย่างนี้นะ ฉันคงน้อยใจมากเลยทีเดียว คุณผู้อ่านว่าอย่างนั้นไหมคะ... นี่ยังมีอีกนะ ข้อที่ 6 กล่าวว่า “ครั้นพระองค์ทรงได้ยินว่าลาซารัสป่วยอยู่   พระองค์จึงทรงพักอยู่ที่ที่พระองค์ทรงอยู่นั้นอีกสองวัน” แหม... พระองค์เจ้าข้า ทำไมพระองค์ถึงทรงใจเย็นอย่างนี้เล่า... ไปเร้ววว ขอทรงเสด็จไปเยี่ยมลาซารัสเร็วๆ เถอะ เขาจะตายอยู่แล้ว ดูพระเยซูสิคะ คุณผู้อ่าน... พอพระองค์รู้ว่าเพื่อนรักของพระองค์ป่วยหนักใกล้จะตายแล้ว พระองค์ยังใจเย็นอยู่ได้ยังไงหนอ... 

แต่ลองสังเกตนิดนึงค่ะ ตอนที่พระองค์ตรัสว่า “โรคนั้นจะไม่ถึงตาย...” น่ะ พระองค์ยังตรัสต่อไปอีกว่า “...แต่เกิดขึ้นเพื่อเชิดชูพระเกียรติของพระเจ้า เพื่อให้พระบุตรของพระเจ้าทรงได้รับเกียรติเพราะโรคนั้น” (ข้อ 4) อืม... ดูเหมือนพระองค์มีเหตุผลที่ดีนะคะ... บางทีเราอาจไม่เข้าใจ แต่เมื่อทุกอย่างสำแดงออกมา เปิดเผยออกมาแล้ว เราก็จะเข้าใจน้ำพระทัยของพระองค์ค่ะ เพราะความคิดของพระเจ้าก็ไม่เป็นความคิดของเรา (อิสยาห์ 55:8-9)

สมมุติว่า ญาติพี่น้องหรือเพื่อนของเราคนหนึ่งนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล เราก็คงจะวิตกกังวลมาก เป็นห่วงว่าเขาจะเป็นอะไรมากหรือเปล่า ใช่ไหมคะ... แล้วเราไม่คิดหรือว่า พระเยซูก็ทรงห่วงใยเพื่อนที่รักของพระองค์มากเช่นกันหรืออาจจะยิ่งกว่าเราเสียอีก มันอาจจะเกินกว่าที่เราจะเข้าใจได้... พระคัมภีร์เองก็บอกว่า “พระเยซูทรงรักมารธา มารีย์ และลาซารัสมาก (ในข้อที่ 5)... แต่พระองค์มิได้รีบไปเยี่ยมลาซารัสทันที แต่กลับไปพักอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำจอร์แดนต่อไปอีก 2 วัน 

หลักการโดยทั่วไปที่เราทราบดีก็คือ รักแท้นั้นต้องมีการแสดงออกใช่ไหมคะ.. แต่พระเยซูไม่ได้ไปเยี่ยมลาซารัส พระเยซูมิได้แสดงความรักออกมาในทันทีทันใด จนกระทั่งลาซารัสต้องเสียชีวิตไป... 

มันมีข้อคิดอยู่เหมือนกันค่ะ ก็คือ... พระเจ้าอาจช้าในการตอบคำอธิษฐานของเรา แต่ว่าพระองค์ไม่เคยผิดคำสัญญา มนุษย์เรามักใจร้อน อยากให้พระเจ้าทำตามความปรารถนาของตนโดยเร็ว บางครั้งเราอธิษฐานแบบบังคับพระเจ้า... ใช่หรือไม่เอ่ย...       เราอยากให้พระองค์ตอบคำอธิษฐานของเราทันทีทันใด... อธิษฐานปุ๊บ ขอให้ได้ปั๊บ… มันน่าสงสัยว่าใครกันแน่เป็นพระเจ้า 

อย่างไรก็ตาม พระเจ้าก็ทรงมีเวลาของพระองค์เอง  เมื่อถึงเวลาที่พระองค์ทรงเห็นว่า ดีสำหรับเรา สิ่งนั้นหรือสิ่งนี้เป็นประโยชน์สำหรับเรา พระองค์ก็จะตอบคำอธิษฐานของเราเอง แต่บางครั้งสิ่งที่เราขอนั้น อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีสำหรับเรา พระองค์จึงมิทรงตอบ... 

ครั้งหนึ่งมารดาของพระเยซูต้องการให้พระองค์ช่วยเหลือในเรื่องน้ำองุ่นในงานมงคลสมรสที่หมู่บ้านคานา  พระเยซูก็ทรงตอบมารดาของพระองค์ว่า... “หญิงเอ๋ย ให้เป็นธุระของข้าพเจ้าเถิด เวลาของข้าพเจ้ายังมาไม่ถึง” (ยอห์น 2:4)          

ดังนั้น  การอธิษฐานของเราบางครั้ง  เราจะต้องอดทน รอคอยเวลาของพระเจ้าและวางใจในพระองค์ เพราะพระเจ้าทรงทราบดีว่า อะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเรา เวลาของพระองค์ยังมาไม่ถึง... 

สังเกตไหมคะว่า ถึงแม้ว่าลาซารัสจะตายไปแล้ว ดูเหมือนอะไรๆ จะสายเกินไปแล้ว แต่เมื่อเวลาที่พระเยซูเสด็จมาถึงนั้น พระองค์กลับปลุกให้ลาซารัสฟื้นขึ้นมา เป็นการอัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ทุกคน เหมือนดังที่พระองค์ทรงตรัสไว้เลยว่า 

“...แต่เกิดขึ้นเพื่อเชิดชูพระเกียรติของพระเจ้า เพื่อให้พระบุตรของพระเจ้าทรงได้รับเกียรติ” และอีกตอนหนึ่งในข้อที่ 15 พระองค์ทรงกล่าวว่า “เพื่อเห็นแก่ท่านทั้งหลาย เราจึงยินดีที่เรามิได้อยู่ที่นั่น เพื่อท่านจะได้เชื่อ...” 

พระเยซูทรงรั้งเวลาไว้ เพื่อที่พวกสาวกและประชาชนที่อยู่ที่นั่นทุกคน จะได้เชื่อว่าพระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า เพื่อเสริมกำลังความเชื่อให้แก่พวกเขา เพราะพวกเขาได้เห็นการอัศจรรย์นั้น... 

อีกครั้งหนึ่งคือในคำอธิษฐานของพระองค์เอง ก่อนที่จะทรงปลุกลาซารัสขึ้นมา ทรงกล่าวว่า “ข้าแต่พระบิดา   ข้าพระองค์ขอบพระคุณพระองค์   ที่พระองค์ทรงโปรดฟังข้าพระองค์ ข้าพระองค์ทราบว่าพระองค์ทรงฟังข้าพระองค์อยู่เสมอ   แต่ที่ข้าพระองค์กล่าวอย่างนี้ก็เพราะเห็นแก่ประชาชนที่ยืนอยู่ที่นี่   เพื่อเขาจะได้เชื่อว่าพระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มา” (ข้อ 41-42) 

ในคำอธิษฐานของเรานั้น บางครั้งที่เรารออยู่นานแล้ว แต่พระเจ้าก็ไม่ทรงตอบคำอธิษฐานเสียที ก็เพราะพระองค์ยังรออีกนิด เพื่อที่ผลลัพธ์ที่ออกมานั้น จะสามารถเพิ่มความเชื่อให้แก่เราได้... ว่าพระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า และพระบิดาทรงใช้พระองค์มา และพระองค์... ทรงรักเราจริงๆ 

และอย่างที่เราเห็นบทเรียนเรื่องของลาซารัส... บางครั้งคำตอบของพระองค์นั้น ก็อาจจะยิ่งใหญ่และมากกว่าที่เราคาดไว้เสียอีก มารีย์กับมารธาปรารถนาให้พระเยซูมาเร็วๆ เพราะน้องชายจะตายอยู่แล้ว พอพระเยซูมาช้า น้องชายตายเสียก่อน ก็ต่อว่าพระเยซูว่า ถ้าพระองค์อยู่ที่นี่ น้องของเราก็คงไม่ตาย... แต่แท้จริงแล้วพระเยซูทรงรู้ล่วงหน้าแน่นอนว่า เธอทั้งสองรู้สึกอย่างไร ปรารถนาสิ่งใด แต่พระองค์มีพระประสงค์ให้เธอทั้งสองได้รับมากยิ่งกว่าที่เธอคาดหวังไว้เสียอีก... พระองค์จึงรอเวลาอยู่ เพื่อที่ทั้งสองคนจะได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า... 

เช่นเดียวกัน ก่อนที่คริสเตียนจะอธิษฐานขอสิ่งใดจากพระเจ้านั้น พระองค์ทรงรู้อยู่ก่อนแล้วว่าเราจะขอสิ่งใด และพระเจ้าก็ทรงมีพระประสงค์ที่จะประทานของประทานแก่เรา มากกว่าที่เราขอไปเสียด้วยซ้ำ... (มัทธิว 6:8 , เอเฟซัส 3:20 และ สดุดี 139:4) 

ขอพระเจ้าอวยพรผู้อ่านทุกท่านค่ะ

Comment

Comment:

Tweet

เช่นเดียวกัน ก่อนที่คริสเตียนจะอธิษฐานขอสิ่งใดจากพระเจ้านั้น พระองค์ทรงรู้อยู่ก่อนแล้วว่าเราจะขอสิ่งใด และพระเจ้าก็ทรงมีพระประสงค์ที่จะประทานของประทานแก่เรา มากกว่าที่เราขอไปเสียด้วยซ้ำ... (มัทธิว 6:8 , เอเฟซัส 3:20 และ สดุดี 139:4)

เอเมน

big smile ป้ารุ่งเองงงงงงquestion

#2 By ป้ารุ่ง (1.46.70.176) on 2010-10-22 07:36

Just test!

#1 By pat (109.197.86.224) on 2010-10-21 19:27