คนแปลกถิ่น

posted on 21 Oct 2010 12:50 by patgogoi

แวะไปเยี่ยมเยียนกระทู้ “ผิดหวัง2” ของคุณเพื่อนร่วมทาง มา... :)

http://www.christianboard.net/church/view.php?topic=7351 

คุณ เพื่อนร่วมทาง เธอบอกว่า ดีใจ... ที่ทางแคบๆที่เธอกำลังเดินอยู่นี้ ยังมีใครอีกคน ที่อยู่อีกมุมหนึ่งของโลกมาหนุนใจและร่วมเดินกับเธอด้วย  ทำให้คิดถึงพระคัมภีร์ที่บอกว่า “เราเป็นคนแปลกถิ่น...ที่ท่องเที่ยวไปในโลกนี้” ฉับพลันเสียงเพลงก็เข้ามาในหัวว่า “โลกนี้ไม่ใช่บ้านฉันแต่เป็นดังเพียงทางผ่าน สมบัติมีค่านับล้าน อยู่ในวิมานเบื้องบน...” ฮึ่มมม... จริงด้วยสินะ เรากำลังมุ่งหน้าสู่เมือง... นครสวรรค์ อยู่นี่นา! 

พระเยซูเองยังทรงตรัสว่า“สุนัขจิ้งจอกยังมีโพรงและนกในอากาศยังมีรัง แต่บุตรมนุษย์ไม่มีที่ที่จะวางศีรษะ”(มัทธิว 8:20) อ้าว...ทำไมพระองค์พูดอย่างนี้ล่ะ พระองค์ก็มีบ้านของพ่อแม่ของพระองค์มิใช่หรือแต่พระองค์กลับบอกว่า พระองค์ไม่มีที่ที่หนุนหัวนอน... ตัวฉันเองก็เหมือนกันมีแต่บ้านของพ่อกับแม่ ไม่เคยมีบ้านเป็นของตัวเองเลยแม้จะแต่งงานมาเกือบสิบปีแล้วก็ตาม ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากมี... แต่ฉันคิดอยู่เสมอว่าโลกนี้ไม่ใช่บ้านฉัน แต่เป็นดังเพียงทางผ่าน... ฉันกำลังเดินมุ่งหน้าสู่เมืองสวรรค์...  

อับราฮัม อิสอัค และยาโคบ ก็ยอมรับและรู้ว่าพวกเขาเป็นคนแปลกถิ่นที่ท่องเที่ยวไปในโลก (ฮีบรู 11:13 -- 1971 version)  

ยาโคบ ก็ย้ำอีกครั้งว่าชีวิตของเขานั้นเป็นชีวิตที่ ร่อนเร่พเนจร(ปฐมกาล47:7-9 -- 1971version)... ภาษาอังกฤษใช้คำว่า pilgrimage หมายถึง การเดินทางท่องเที่ยวไปเพื่อแสวงหาสิ่งที่เคารพยิ่งเพื่อนมัสการ...เราคริสเตียนทั้งหลาย ก็กำลังเดินทางท่องเที่ยวไปเพื่อแสวงหาพระบิดาของเราในเมืองสวรรค์ เพื่อที่จะนมัสการพระองค์ 

แต่ดูก่อน พี่น้องที่รักทั้งหลาย... ชีวิตของพวกคนแปลกถิ่นที่ท่องเที่ยวไปในโลกนี้น่ะเขาจะต้องใช้ชีวิตกันอย่างไร ท่านเปโตรกล่าวว่า “ดูก่อนท่านที่รัก   ข้าพเจ้าขอวิงวอนท่านทั้งหลาย   ผู้อาศัยในโลกอย่างโลกไม่เป็นบ้านเกิดเมืองนอนให้เว้นจากตัณหาของเนื้อหนัง...” โอ้... ให้ละเว้นจากตัณหาทางด้านเนื้อหนังเพราะอะไรล่ะ ก็เพราะว่าตัณหาทางด้านเนื้อหนังนั้น เป็น “ข้าศึกต่อวิญญาณจิตของท่าน” อย่างไรล่ะ...และเปโตรยังกล่าวต่อไปอีกว่า “จงรักษาความประพฤติอันดีของท่านไว้ในหมู่คนต่างชาติเพื่อว่าเมื่อมีคนติเตียนท่านว่าประพฤติชั่ว เขาจะได้เห็นการดีของท่านและเขาจะได้สรรเสริญพระเจ้าในวันที่พระองค์เสด็จมา” -- (1 เปโตร 2:11-12) 

และต่อเบื้องพระพักตร์ของพระเจ้า เราก็ยังเป็นคนแปลกถิ่นที่ท่องเที่ยวไปในโลกเช่นกันค่ะ ดังที่กษัตริย์ซามูเอลได้กล่าวว่า “เพราะว่าข้าพระองค์ทั้งหลายเป็น “คนต่างด้าวต่างแดน” ต่อพระพักตร์พระองค์ และเป็น “คนอาศัยอยู่ชั่วคราว” ดังที่บรรพบุรุษของข้าพระองค์ได้เป็นอย่างนั้นมาแล้ววันปีของข้าพระองค์บนแผ่นดินโลกเป็นเหมือนเงา และไม่มีอะไรจิรัง” (1 พงศาวดาร29:15) – ใช่แล้ววว~เราอาศัยอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราว แล้วถ้าหากว่าเราไม่ควรที่จะดำเนินชีวิตของเราตามตัณหาทางด้านเนื้อหนังแล้วเราจะเดินอย่างไรล่ะ เพื่อที่เราจะได้ไปถึงบ้านสวรรค์ของเราอย่างปลอดภัยได้...กษัตริย์ดาวิดยังได้พรรณนาไว้อีกว่า...

ข้าพระองค์จะภาวนาข้อบังคับของพระองค์   
และจับตาของข้าพระองค์อยู่ที่วิถีทั้งหลายของพระองค์   
ข้าพระองค์จะปีติยินดีในกฎเกณฑ์ของพระองค์  

ข้าพระองค์จะไม่ลืมพระวจนะของพระองค์  

ขอทรงโปรดปรานผู้รับใช้ของพระองค์   
เพื่อข้าพระองค์จะมีชีวิตและจะถือพระวจนะของพระองค์   
ขอเบิกตาข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะเห็น   
สิ่งมหัศจรรย์จากพระธรรมของพระองค์   
ข้าพระองค์เป็นคนพเนจรบนแผ่นดินโลก   
ขออย่าทรงซ่อนพระบัญญัติของพระองค์จากข้าพระองค์เสีย   
จิตใจของข้าพระองค์เร่าร้อนด้วยคำนึงถึง   
กฎหมายของพระองค์ตลอดเวลา 

-- (สดุดี 119:15-20) --

คุณผู้อ่านคะ...พระคัมภีร์กล่าวว่า อย่าให้เราสะสมทรัพย์สมบัติไว้สำหรับตัวในโลกนี้แต่ให้เราสะสมทรัพย์สมบัติไว้ในสวรรค์ เป็นสมบัติที่ไม่รู้ร่วงโรยที่ไม่มีตัวอะไรจะมาแทะกัดกินได้ และที่ไม่มีขโมยจะมาลักเอาไป (มัทธิว 6:19-21) เพราะทุกอย่างในโลกนี้จะต้องดับสูญไปด้วยไฟ และพระเยซูทรงสัญญากับเราไว้ว่าพะองค์จะไปจัดเตรียมที่ไว้ให้เราในบ้านสวรรค์ของเราแล้วพระองค์จะเสด็จมารับเรากลับไป เพื่อว่าเมื่อพระองค์ทรงอยู่ที่ไหนเราก็จะอยู่กับพระองค์ที่นั่นด้วย (ยอห์น 14:2-3) – Wow, sweet hope! 

จริงหรือเปล่าคะที่คริสเตียนเราควรจะปรารถนาทรัพย์สมบัติที่อยู่ในสวรรค์.. ถึงแม้เราจะมองไม่เห็นแต่เราก็รู้ว่ามันมีอยู่จริง ใช่ไหมคะ...   ฮีบรู 11:16กล่าวว่า “แต่ความจริงเขาปรารถนาที่จะอยู่ในเมืองที่ประเสริฐกว่านั้นคือเมืองสวรรค์... เหตุฉะนั้นพระเจ้าจึงมิได้ทรงละอายเมื่อเขาเรียกพระองค์ว่าเป็นพระเจ้าของเขาเพราะพระองค์ได้ทรงจัดเตรียมเมืองหนึ่งไว้สำหรับเขาแล้ว”นั่นคือเมืองนครสวรรค์  

ดังนั้น สัญชาติของเราจึงไม่ใช่สัญชาติชาวโลกแต่เราเป็นพลเมืองของสวรรค์ (ฟิลิปปี 3:20)

แล้ว... อุปนิสัยของเราล่ะ เหมือนชาวสวรรค์หรือไม่ เอ้า...ถามใหม่ก็ได้ว่า อุปนิสัยของเราน่ะ เหมือนของชาวสวรรค์หรือยังชาวโลกเห็นเราแล้ว... จะรู้สึกไหมว่าเราต่างจากพวกเขา...

เอ้อ... ฉันมาอยู่ที่โรมาเนียนี่ คนเห็น... เขาก็พูดทันทีว่า เอ...ยัยนี่มันคนญี่ปุ่นนี่... มาจากเกาหลีมั้ง... ฉันว่าเธอเป็นคนจีนนะ  ดูสิคะแค่เขาเห็น เขาก็รู้ทันทีว่า ฉันไม่ใช่คนโรมาเนีย... ยังไม่ได้บอกเลย แล้วรู้ได้ไงอ่ะ 

Comment

Comment:

Tweet

ต้องไปให้ถึงสวรรค์ให้ได้เลยค่ะ confused smile

#5 By patgogoi on 2010-10-27 00:22

อาจต้องอดทน ลำบากไปอีกไม่กี่สิบปี
แต่เราจะสุขสบายบนแผ่นดินสวรรค์ชั่วนิจนิรันดร์

#4 By ปราศจากกระดอง (223.206.45.56) on 2010-10-22 22:23

ขอกลับบ้านด้วยคนนะ นะ

#3 By ปราศจากกระดอง (223.206.45.56) on 2010-10-22 22:19

ค่า อยากกาบบ้าน กาบบ้าน... ก้าบ ก้าบ open-mounthed smile
กลับบ้านกันนะคะ
big smile

ขอบคุณป้ารุ่งมากค่ะ ที่แวะมาทักทาย... ว่างอีกเมื่อไหร่ ก็ขอเชิญเข้ามาอ่านบทความหนุนใจอีกนะคะ หวังว่าจะได้เป็นท่อพระพรนำพรไปสู่จิตวิญญาณที่กระหายทุกดวงค่ะ... แบ่งปันกันนะคะ ความรักของพระคริสต์เป็นล้นพ้นค่ะ รับคนเดียวไม่หวาดไม่ไหว~

open-mounthed smile open-mounthed smile open-mounthed smile

#2 By patgogoi (109.197.84.4) on 2010-10-22 12:25

สัญชาติของเราจึงไม่ใช่สัญชาติชาวโลกแต่เราเป็นพลเมืองของสวรรค์ (ฟิลิปปี 3:20)

big smile กาบบ้านกันนะ big smile

#1 By ป้ารุ่ง (1.46.70.176) on 2010-10-22 07:37