ขอเพื่อแบ่งปัน

posted on 18 Oct 2010 22:09 by patgogoi

บล็อกนี้ได้แรงดลใจในการตั้งชื่อมาจาก ลูกา 11:1-13 ค่ะ...

พระเยซูตรัสว่า “ผู้ใดในพวกท่านมีมิตรสหายคนหนึ่ง และจะไปหามิตรสหายนั้นในเวลาเที่ยงคืนพูดกับเขาว่า 'เพื่อนเอ๋ย ขอให้ฉันยืมขนมปังสักสามก้อนเถิด เพราะเพื่อนของฉันคนหนึ่งเพิ่งเดินทางมาหาฉัน   และฉันไม่มีอะไรจะให้เขารับประทาน'...

ฝ่ายมิตรสหายที่อยู่ข้างในจะตอบว่า 'อย่ารบกวนฉันเลย ประตูก็ปิดเสียแล้ว ทั้งพวกลูกก็นอนร่วมเตียงเดียวกับฉันแล้ว ฉันจะลุกขึ้นหยิบให้ท่านไม่ได้' เราบอกท่านทั้งหลายว่า แม้เขาจะไม่ลุกขึ้นหยิบให้คนนั้นเพราะเป็นมิตรสหายกัน แต่ว่าเพราะวิงวอนมากเข้า เขาจึงจะลุกขึ้นหยิบให้ตามที่เขาต้องการ...”

ในที่นี้พระคริสต์ทรงแสดงให้เห็นว่า มันเป็นการขอที่จะแบ่งปันให้แก่คนอื่น... ชายคนนี้จะต้องได้ขนมปัง ไม่เช่นนั้นเขาจะไม่สามารถตอบสนองความต้องการของมิตรสหายที่เดือดร้อนและมาขอความช่วยเหลือจากเขาในยามเที่ยงคืนได้ ถึงแม้อาจจะได้รับคำถากถางหรือคำด่าทอจากเพื่อนบ้านก็ตาม... เขาจะเฝ้าขอ จนกว่าเขาจะได้รับความเมตตาและได้รับอาหารเพื่อนำกลับมาให้เพื่อนของเขา 

เหล่าสาวกของพระเยซูก็เช่นกัน ในเหตุการณ์ที่ทรงเลี้ยงคนห้าพันคนด้วยขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัวนั้น พวกเขาก็ได้รับบทเรียนของการเป็นตัวแทนของพระคริสต์ ในการรับขนมปังจากพระหัตถ์ของพระองค์ เพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่ฝูงชน ได้เล็งถึงว่าพวกเขาจะต้องนำอาหารฝ่ายจิตวิญญาณมาให้แก่ฝูงชนที่กำลังหิว 

บ่อยครั้งที่เราอาจจะพบ “เพื่อน” ของเรา... หรือแม้กระทั่งใครก็ตาม เป็นจิตวิญญาณดวงหนึ่ง... ที่กำลังหิวและหระหาย... ท้อใจ เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าในหัวใจ เพราะเพิ่งผ่านการต่อสู้หรือความทุกข์ยากมากมายบนโลกมนุษย์นี้ เขากำลังต้องการใครสักคนหนึ่ง ที่จะช่วยบรรเทาความทุกข์ใจจากการขาดแคลนบางสิ่งบางอย่างนั้น... คำถามก็คือ คุณพร้อมหรือไม่ ที่จะยืนอยู่ตรงนั้น เพื่อเขา... คุณพร้อมหรือไม่ ที่จะพยายามหาทางช่วยเหลือเขา ถึงแม้ว่าคุณเองก็อาจจะยังขาดแคลนเช่นกัน 

บล็อกนี้เป็นบทความหนุนใจที่เขียนขึ้นตามข้อคิดที่ได้จากพระคัมภีร์ ผ่านทางมุมมองและความเข้าใจของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่เธอเฝ้าอธิษฐานขอ เพื่อที่เธอจะได้นำไปแบ่งปันให้แก่ผู้อื่นได้ เผื่อว่าผู้ที่ได้สัมผัสอ่านบทความเหล่านั้นแล้ว จะรู้สึก “อิ่ม”ขึ้นมาบ้าง... เธอพร้อมจะยืนอยู่เคียงข้างผู้อ่านบางท่าน ที่กำลังหิวกระหายกำลังใจ... ถึงแม้ว่าตัวเธอเองก็กำลังขาดแคลนอยู่บ้างก็ตาม... 

ผู้ที่รักพระเจ้าด้วยใจแท้จริงนั้น จะไม่ปฏิเสธจิตวิญญาณแม้เพียงดวงเดียวให้จากไป โดยที่ไม่ได้รับการใส่ใจเลี้ยงดู พระคริสต์ทรงชี้แนะไปยังแหล่งของอาหาร... คือพระวจนะของพระเจ้า 

เพื่อนที่มาขออาหารในยามเที่ยงคืนนั้นก็ได้รับอาหาร มิได้ถูกเบือนหน้าหนี เพื่อนของเขาไม่มีสิ่งใดจะยกมาให้เพื่อเลี้ยงดู แต่เขาก็ได้ไปหาอีกคนหนึ่งที่มีอาหารและรบเร้าขอจนเพื่อนบ้านให้ ตามที่เขาต้องการ 

แล้วพระเจ้าผู้ทรงส่งผู้รับใช้ของพระองค์ให้ไปเลี้ยงผู้ที่หิวโหย จะไม่ทรงโปรดประทานความต้องการสำหรับงานของพระองค์เองหรือ... 

“...จงขอแล้วจะได้   จงหาแล้วจะพบ   จงเคาะแล้วจะเปิดให้แก่ท่าน...”  (ลูกา 11:9)

ขอเชิญอ่านบทความค่ะ Cool

 

Comment

Comment:

Tweet

แวะมาอ่านแล้วน้า คิดถึงพี่ สาว คนนี้จังเลย

#6 By boss (223.204.29.34) on 2011-10-08 09:07

big smile

#5 By ohx (66.230.230.230) on 2010-11-01 03:40

แวะมาเยี่ยมนะค่ะ
สวยจังค่ะของหนูยังไปไม่ถึงใหนเลย
ขอให้พระเจ้าอวยพระพรนะค่ะพี่
เพื่องานของพระเจ้าbig smile big smile
ขอบคุณ คุณปราศจากกระดอง ค่ะ ที่เข้ามารับขนมปังจากพระเยซูคริสต์ที่นี่ ขอให้พระวจนะของพระเจ้าเติมเต็มฝ่ายจิตวิญญาณของคุณ เพื่อที่คุณจะไม่รู้สึกหิวอีกค่ะ... big smile

#3 By patgogoi on 2010-10-24 20:59

ได้รับกำลังและเรี่ยวแรงเหมือนได้ขนมปังฝ่ายจิตวิญญาณ

#2 By ปราศจากกระดอง (223.206.45.56) on 2010-10-22 22:34

ไม่นานมานี้... ฉันได้กลับไปอ่านทบทวนถึงชีวิตของพระเยซูในสมัยที่พระองค์ทรงอยู่บนโลกมนุษย์นี้ และเห็นว่า ชีวิตของพระองค์นั้นเป็นชีวิตที่ติดสนิทอยู่กับพระเจ้าจริงๆ มีพระคัมภีร์หลายข้อที่กล่าวว่า พระองค์ทรงอยู่ในพระบิดาและพระบิดาทรงอยู่ในพระองค์...

และพระเยซูก็ยังทรงกล่าวแก่เราด้วยว่า ให้เราทั้งหลายเข้าสนิทอยู่ในพระองค์ และพระองค์เข้าสนิทอยู่ในเรา เพราะถ้าขาดจากพระองค์แล้ว เราจะทำอะไรไม่ได้เลย (ยอห์น 15:4-5) และฉันก็พบว่า มันจริงดังที่ทรงกล่าวไว้

ทุกวันเวลาเช้ามืด พระบิดาจะทรงปลุกพระเยซูที่ข้างหู และพระองค์ก็จะทรงลุกขึ้นจากการบรรทมและทรงเฝ้าอธิษฐานและนมัสการพระเจ้า... ดังที่พระคัมภีร์กล่าวว่า "องค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าได้ประทานให้ข้าพเจ้ามีลิ้นของบรรดาผู้ที่พระองค์ทรงสอน เพื่อข้าพเจ้าจะได้รู้ที่จะค้ำชูผู้ที่เหน็ดเหนื่อยไว้ด้วยถ้อยคำ ทุกๆเช้าพระองค์ทรงปลุก ทรงปลุกหูของข้าพเจ้าเพื่อให้ฟังอย่างผู้ที่พระองค์ทรงสอน" (อิสยาห์ 50:4)

มันเป็นช่วงเวลาที่พระองค์ทรงใช้เป็นการส่วนตัวกับพระเจ้า เพื่อที่พระองค์จะทรงฟังพระดำรัสสอนของพระบิดา เพื่อที่จะทรงนำไปแบ่งปันต่อให้กับเหล่าประชาชน... ทรงตรัสว่า "คำซึ่งท่านได้ยินนี้มิใช่คำของเรา แต่เป็นพระวจนะของพระบิดาผู้ทรงใช้เรามา" (ยอห์น 14:24)

ชีวิตของพระองค์ช่างเป็นชีวิตที่งดงามยิ่งนัก ฉันสัมผัสได้ว่า พระองค์ทรงมีชีวิต "เพื่อผู้อื่น" อย่างแท้จริง... เป็นชีวิตที่อยู่ "เพื่อปรนนิบัติผู้อื่น" มิใช่ เพื่อรับการปรนนิบัติ แต่กระนั้นพระองค์ก็เป็นผู้ที่สมควรได้รับการปรนนิบัติแต่เพียงผู้เดียว อาเมน... พระองค์ทรงตรัสว่า "บุตรมนุษย์มิได้มาเพื่อรับการปรนนิบัติ แต่มาเพื่อจะปรนนิบัติเขา" (ยอห์น 20:28)

พระองค์ทรงพระชนม์อยู่ ทรงไตร่ตรอง ใคร่ครวญ และทรงอธิษฐาน มิใช่เพื่อพระองค์เอง แต่เพื่อผู้อื่น... ทรงใช้เวลาหลายชั่วโมงอยู่กับพระบิดา เพื่อจะนำสิ่งที่พระองค์ได้ยินจากพระบิดานั้น มาเพื่อแบ่งปันแก่เรา... ช่างเป็นแบบอย่างที่ดีแก่คริสเตียนทุกคนอะไรเช่นนี้ ที่เราควรจะนำเอาพระวจนะ ซึ่งเ็ปรียบเสมือนขนมปังในฝ่ายจิตวิญญาณ ไปแบ่งปันแก่เพื่อนมนุษย์ของเราในวันนี้

เพราะว่าทุกคนที่แสวงหาก็จะได้พบ ทุกคนที่เคาะก็จะได้พบว่า ประตูได้เปิดให้แก่เขา จะไม่มีคำแก้ตัวว่า 'อย่ารบกวนฉันเลย ประตูก็ปิดเสียแล้ว ทั้งพวกลูกก็นอนร่วมเตียงเดียวกับฉันแล้ว ฉันจะลุกขึ้นหยิบให้ท่านไม่ได้'... จะไม่มีผู้ใดได้ยินว่า 'ฉันช่วยท่านไม่ได้'... ผู้ที่ขอขนมปังในเวลาเที่ยงคืน (ที่เป็นช่วงที่มืดมนที่สุดของชีวิต เมื่อจิตใจต้องกระหายหาความชื่นฉ่ำ และความจริงของชีวิต) จะได้พบกับความสำเร็จ เมื่อเขาได้รับขนมปังนั้น

ทูตสวรรค์กำลังมองดูด้วยความสนใจอย่างยิ่ง เพื่อดูว่ามนุษย์จะปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอย่างไร เมื่อทูตสวรรค์เห็นผู้หนึ่งแสดงความเห็นใจตามแบบอย่างของพระคริสต์เพื่อผู้หลงผิดคนหนึ่ง ทูตสวรรค์เหล่านั้นจะเร่งเข้ามาหาเขาเพื่อที่จะช่วยให้เขาจดจำคำพูดที่จะเป็นเสมือนหนึ่งอาหารแห่งชีวิตแก่จิตวิญญาณดวงนั้นได้...

ขอเชิญเข้ามารับขนมปังจากพระเยซูสิคะ

big smile big smile big smile

#1 By patgogoi on 2010-10-22 14:53