เกลือแห่งแผ่นดินโลก

posted on 29 Oct 2010 15:15 by patgogoi

พระเยซูคริสต์ทรงตรัสว่า... “ท่านทั้งหลายเป็นเกลือแห่งโลก แต่ถ้าเกลือนั้นหมดรสเค็มไปแล้ว จะทำให้กลับเค็มอีกอย่างไรได้ แต่นั้นไปก็ไม่เป็นประโยชน์อะไร มีแต่จะทิ้งเสียสำหรับคนเหยียบย่ำ” (มัทธิว 5:13-16)


ได้ดูคลิปที่ น้องต้นหญ้า นำมาแบ่งปันให้ในกระทู้ เทคนิคการประกาศ ของ คุณกิเดโอน ค่ะ...

http://www.christianboard.net/church/view.php?topic=7345 

เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ชายหนุ่มผู้พิการชาวเกาหลีคนหนึ่ง ที่แม้ตัวจะพิการ... แต่หัวใจที่มีให้กับพระเยซูคริสต์นั้น เขาเป็นคนที่สมบูรณ์พร้อม เขาออกประกาศเรื่องราวของพระเยซูอย่างไม่ย่อท้อ ด้วยเก้าอี้รถเข็นของเขา... ไปด้วยความเชื่อ ในตอนท้ายคลิปนี้บอกว่า “ท่านทั้งหลายเป็นเกลือแห่งโลก…” ทำให้ฉันคิดว่า แหม... ขนาดเขาไม่สมประกอบอย่างนี้ เขายังมีคุณสมบัติของเกลืออยู่ครบถ้วน แล้วหันกลับมามองตัวเองค่ะ... ดีๆ อย่างฉันนี่ล่ะ มีคุณสมบัติของเกลือหรือยัง 

เกลือ... มีประโยชน์ใช้ปรุงอาหารให้มีรสชาติ ใช้ถนอมอาหาร ให้อาหารไม่บูดเน่าเสีย... น้ำเกลือ ช่วยฟื้นฟูร่างกายที่เจ็บป่วย เมื่อต้องไปนอนที่โรงพยาบาล ฯลฯ

เราจะเห็นว่า ร่างกายของเราต้องการเกลือ... ถ้าร่างกายของเราไม่มีเกลือ เราอาจตายได้ เพราะฉะนั้น น้ำเกลือจึงช่วยให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้... ฉันได้ไปอ่านเจอพระธรรม 2 พงศ์กษัตริย์ 19-22 เป็นตอนที่ เอลีชา ผู้เผยพระวจนะของพระเจ้าได้กระทำให้น้ำพุที่เมืองเยรีโคนั้นกลายเป็นน้ำดี... ด้วยเกลือ! พระคัมภีร์ได้บันทึกไว้ว่า...

คนในเมืองพูดกับเอลีชาว่า   “ดูเถิด  ทำเลเมืองนี้ก็ร่มรื่นดี ดังที่เจ้านายของข้าพเจ้าได้เห็นแล้ว แต่ทว่าน้ำไม่ดีและชาวแผ่นดินก็แท้งลูก” ท่านพูดว่า “จงเอาชามใหม่มาลูกหนึ่ง ใส่เกลือไว้ในนั้น” แล้วเขาทั้งหลายก็หามาให้ แล้วท่านก็ไปที่น้ำพุ โยนเกลือลงในนั้นและกล่าวว่า “พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า เราได้กระทำน้ำนี้ให้ดีแล้ว ตั้งแต่นี้ไปจะไม่มีความตายหรือการแท้งลูกมาจากน้ำนี้อีก” ฉะนั้นน้ำจึงดีมาจนถึงทุกวันนี้ จริงตามถ้อยคำซึ่ง เอลีชาได้กล่าวนั้น”

คนในเมืองนี้บอกว่า ทำเลเมืองนี้ดี แต่น้ำไม่ดี ทำให้ชาวเมืองต้องตายและหญิงมีครรภ์ก็แท้งลูก... แต่เมื่อเอลีชา โยนเกลือลงไปแล้ว พระเจ้าก็ทรงกระทำให้น้ำนั้นกลายเป็นน้ำดี และชาวเมืองนั้นก็ไม่แท้งลูกเนื่องจากน้ำนั้นอีก... 

บทความที่แล้วมา ฉันได้นำเสนอว่า เราทุกคนเป็นคนแปลกถิ่น ที่ท่องเที่ยวไปในโลก... เราไม่ใช่คนของโลกนี้ และโลกนี้เป็นเพียงทางผ่านสำหรับเรา ในขณะที่เรากำลังเดินทางกลับบ้านสวรรค์  ...ฉันหวังใจว่า เราทุกคนคงจะคิดได้ว่า ถ้าบ้านเมืองที่แท้จริงของเรานั้นคือเมืองสวรรค์ที่เราจากมาแล้ว บุคลิกลักษณะและอุปนิสัยของเรา ก็น่าจะเป็นดังชาวสวรรค์ด้วย... 

อยากยกตัวอย่างเปรียบเทียบง่ายๆ โดยใช้ตัวเองนี่ล่ะค่ะ... 

ฉันแต่งงานกับชาวต่างชาติ... ตอนที่ฉันแต่งงานใหม่ๆ นั้น เราสองคนปรับตัวกันไม่ค่อยได้ มีปัญหาเยอะมาก เนื่องจาก จิตใจ ความนึกคิดและวัฒนธรรมที่ต่างกัน... เราสองคนแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งรูปร่างหน้าตา และอุปนิสัย... ฉันมาอยู่ที่นี่ ทุกคนรู้ทันทีว่า ฉันไม่ใช่คนโรมาเนีย ทั้งจากรูปร่างภายนอก และถ้าหากฉันพูดอะไรออกมา เขาก็รู้ทันทีอีกว่า ฉันไม่ใช่คนแถวนี้ เพราะภาษาที่ฉันพูดนั้นไม่เหมือนกับที่เขาพูด.. ฉันเป็นคนแปลกถิ่น เป็นคนต่างด้าวสำหรับที่นี่... บุคลิกลักษณะและอุปนิสัยของฉันก็ต่างจากคนที่นี่... 

ฉันใดก็ฉันนั้น... เราไม่ได้เป็นคนของโลกนี้ เรากำลังรอให้พระเยซูเสด็จกลับมา เพื่อมารับเรากลับไปยังบ้านสวรรค์ของเรา (ยอห์น 14:2-3) ที่อยู่ของเราจึงอยู่ในสวรรค์ อุปนิสัยของเราก็จึงควรแตกต่างจากโลกที่เราอยู่ในขณะนี้ 

พระเยซูยังตรัสอีกว่า ก่อนที่พระองค์จะเสด็จมานั้น โลกนี้จะเกิดเหตุการณ์กลียุค “...เพราะมนุษย์จะเห็นแก่ตัว เห็นแก่เงิน เย่อหยิ่ง ยโส ชอบด่าว่า ไม่เชื่อฟังคำบิดามารดา อกตัญญู ไร้ศีลธรรม ไร้มนุษยธรรม ไม่ให้อภัยกัน ใส่ร้ายกัน ไม่ยับยั้งชั่งใจ ดุร้าย เกลียดชังความดี ทรยศ มุทะลุ หัวสูง รักความสนุกยิ่งกว่ารักพระเจ้า ถือศาสนาแต่เปลือกนอก ส่วนแก่นแท้ของศาสนาเขาไม่ยอมรับ...” (2 ทิโมธี 3:2-5) ซึ่งฉันมีความคิดว่า ชาวสวรรค์ควรจะปลีกตัวออกจากสิ่งเหล่านี้... ใช่ไหมคะ 

โลกแห่งความบาปนี้มันทำให้อุปนิสัยอันดีดั้งเดิมของเรา เสื่อมทรามเน่าเสียไป... พระธรรมโรม 3:23 กล่าวว่า เพราะว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า แต่เวลานี้เป็นเวลาที่เราควรจะตื่นจากหลับได้แล้ว เพราะพระเยซูกำลังจะเสด็จกลับมา อัครสาวกเปาโลกล่าวเตือนว่า นอกจากนี้ท่านควรจะรู้กาลสมัยว่า บัดนี้เป็นเวลาที่เราควรจะตื่นจากหลับแล้ว เพราะว่าเวลาที่เราจะรอดนั้นใกล้กว่าเวลาที่เราได้เริ่มเชื่อนั้น... กลางคืนล่วงไปมากแล้ว และรุ่งเช้าก็ใกล้เข้ามา เราจงเลิกการกระทำของความมืด และจงสวมเครื่องอาวุธของความสว่าง เราจงประพฤติตัวให้เหมาะสมกับเวลากลางวัน มิใช่เลี้ยงเสพสุราเมามาย มิใช่หยาบโลนลามก มิใช่วิวาทริษยากัน...” (โรม 13:11-13)

เปาโลเตือนให้เราเลิกการกระทำของความมืดได้แล้ว เพราะเวลาเช้าใกล้เข้ามาแล้ว ซึ่งเวลาที่เราจะรอดนั้น ก็ใกล้มากกว่าเวลาที่เราได้เริ่มเชื่อเสียอีก และเราควรมีชีวิตอย่างไร... 

มีคนกล่าวกันว่า เวลาที่เราอยู่กับใครนานๆ หรือสนิทกับใครมากๆ เราจะทำอะไรที่เหมือนกันโดยไม่รู้ตัว... ฉันอยู่กับสามีมานาน จนความคิดของเรา จากที่อยู่กันคนละขั้ว ก็เข้ามาใกล้กันทีละนิด... ทีละนิด จนตอนนี้มันแทบจะเหมือนกันไปหมดเลย เชื่อไหมคะว่า เคยมีหลายคนทักว่า หน้าตาเราสองคนเหมือนกัน... โหย เหมือนกันแย่ล่ะ ฝรั่งกะคนไทย แค่จมูกก็ไปกันคนละทิศคนละทางแล้ว... ฮะฮ่า 

แต่สิ่งที่เขาพูดมานี้ ก็ทำให้ฉันมองกลับอีกมุมหนึ่งว่า... ถ้าหากเราให้พระเยซูเป็นเพื่อนซี้ของเรา อยู่กับพระองค์ตลอด 24 ชั่วโมง... นิสัยและใบหน้าของเราก็คงจะเหมือนพระองค์เข้าไปทีละนิด ทีละนิด... เนอะ :) 

พระธรรมเอเฟซัส 4:17-24 สอนเราว่า ให้เราปลีกตัวออกจากการประพฤติตามอย่างชาวโลก ที่เขายับยั้งใจตนเองไม่ได้ ปล่อยตัวตามตัณหาและราคะทางด้านเนื้อหนัง แต่หากเราผู้ได้รับการไถ่ด้วยพระโลหิตของพระคริสต์แล้ว... เราผู้เป็นสิ่งทรงสร้างใหม่ ก็จงสวมสภาพใหม่ที่พระองค์ทรงสร้างเราตามแบบพระฉายาของพระองค์ด้วย ซึ่งเป็นความชอบธรรมและความบริสุทธิ์ที่แท้จริง... หากท่านผู้อ่านมีพระคัมภีร์อยู่ในมือ ขอเชิญเปิดอ่านไปพร้อมกันค่ะ 

โรม บทที่ 13:14 กล่าวว่า “แต่ท่านจงประดับกายด้วยพระเยซูคริสตเจ้า...” มองเห็นภาพไหมคะว่า เช่นเดียวกับการสวมใส่เสื้อผ้านั้น ให้เราสวมพระอุปนิสัยของพระเยซูไปในตัวของเราทุกวัน ตลอดเวลา... นอกจากนั้น กาลาเทีย 2:20 ก็ยังได้กล่าวอีกว่า ขณะนี้ผู้ที่มีชีวิตอยู่ในเราก็คือ พระคริสต์... ซึ่งสมควรที่ชีวิตของเราจะดำเนินอยู่ในหนทางที่สะอาดบริสุทธิ์ เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงบริสุทธิ์ด้วย... 

พระเยซูคริสต์ตรัสว่า “จงเข้าสนิทอยู่ในเรา...” คริสเตียนจะไม่สามารถเกิดผลได้ นอกจากเราจะเข้าสนิทอยู่ในพระเยซู... พระองค์ทรงเป็นเถาองุ่น และคริสเตียนทั้งหลายเป็นแขนง เป็นกิ่งก้าน... หากเราเข้าสนิทอยู่ในพระองค์ เราก็จะกระทำทุกอย่างได้และเกิดผลมากมาย เพราะถ้าแยกจากพระองค์แล้ว เราจะทำสิ่งใดไม่ได้เลย (ยอห์น 15:4-5) 

เราทั้งหลายเป็นคนแปลกถิ่นที่ท่องเที่ยวไปในโลก เราเป็นเกลือแห่งแผ่นดินโลก... และเมื่อพระเยซูทรงมีชีวิตอยู่ในเรา และเราดำเนินชีวิตที่บริสุทธิ์ร่วมกับพระองค์แล้ว เมื่อการเดินทางของเราหยุดลง ณ ที่ใดในแผ่นดินโลก เราก็จะกระทำให้น้ำที่แผ่นดินนั้นกลับดีขึ้นมาอีกครั้ง ผู้คนไม่แท้งลูกแต่จะกลับเกิดผลมากมาย... เพื่อที่พระเจ้าของเราจะได้รับการถวายเกียรติ ดังที่พระธรรมยอห์น 15:8 ได้กล่าวว่า พระบิดาของเราทรงได้รับเกียรติเพราะเหตุนี้ คือเมื่อท่านทั้งหลายเกิดผลมาก ท่านจึงเป็นสาวกของเรา 

ก่อนที่พื้นที่หน้านี้จะหมดลง ฉันอยากย้ำกับทุกคนว่า... ท่านทั้งหลายเป็นเกลือแห่งแผ่นดินโลก 

เกลือ... ต้องมีรสเค็ม หากเกลือไม่มีรสเค็ม เกลือนั้นก็ไม่มีประโยชน์อันใด นอกจากจะเอาไว้ให้คนเหยียบย่ำ... คริสเตียนจะต้องคงรักษาคุณสมบัติไว้ให้สมกับที่เป็นเกลือ หากกลับไปมีชีวิตอยู่เหมือนเดิมที่ผ่านมา ก็จะทำให้คุณสมบัติความเค็มนั้นลดลงทีละนิดๆ จนไม่เหลือความเค็มอยู่เลย... คริสเตียนมิใช่เกลือสำหรับตนเองเท่านั้นนะคะ แต่เขาเป็น เกลือแห่งแผ่นดินโลก สำหรับผู้อื่นในโลกนี้ด้วย 

ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ

Life as Vapor | A Real Testimony by patgogoi

posted on 29 Oct 2010 14:54 by patgogoi

A real testimony by patgogoi for English reader! ^^
Well, long time happened.
-------------------------------------------------------------------
James 4:14 “Whereas ye know not what shall be on the morrow. For what is your life? It is even a vapor, that appeareth for a little time, and then vanisheth away.”
-------------------------------------------------------------------------

Thank God for allowing me to live until now, so I could have a chance to come back to see fresh-air-and-country life this year again in Romania, and learned some experiences with Him, quite bitter, but when I thought about it, umm… sweet.

One big happiness of my husband’s parents visit is, I could see my husband’s grandma, who will become 84 in this November. From time to time I thought, when I was in Thailand, if I would see her again when we go to Romania next time. On the first day we arrived, after greeting my in-laws I went to see her. She has her own house next to us. And when I saw her, I ran immediately into her arms. I wanted to kiss her cheeks, as her custom does, but I could not release myself from her hug, since she was holding me, crying, “I thought I will never have a chance to see you again, my child.”

My husband and I went to see her almost everyday. Like other old people, she told us stories which had happened long, long time ago in her life. For some stories I thought it was just happened recently, but my husband confirmed me later that it was a long past.

Upon limit of my Romanian, I understood that she often talked about unpleasant things or events which happened long time in her life, but seemed to her that they are still lively, and she even cried when talking about those things – worry, anger, grief, etc.

She still holds the world with her, I thought. Sometimes, I heard my husband said to her, “Grandma, please tell us something which made you happy.”

One morning she came to us and said that she was afraid of death. Later I talked frankly and humbly with my husband, “See, your grandma is so old, but she still attaches herself to the world. I thought she would count down her time on earth and prepare her heart for the grave, and leave all worldly cares or anger behind.” My husband sadly responded, “Hmm, my grandma needs more prayers. I also feel pity for her that she still doesn’t understand how God wants human to live. And it would be even sadder if she would really lose her eternal life by keeping all that garbage in her heart.” So sad. And that made me think of the above mentioned Bible verse: For what is your life? It is even a vapor.

Although, I cannot speak Romanian so well that I could have a long talk with her about that, I pray hard and often for her. With my husband, too.

About a couple of weeks ago, it was a Sunday evening, I wanted to take a bath. Here we use cooking gas to generate hot water. Our warming machine is connected directly to the cooking gas tank in the kitchen, all faucets in the house poured out hot water when it’s turned on. And the bathroom is next to the kitchen.

While I was taking a bath, my husband stayed also around talking with me, suddenly we heard his mom’s voice very loud, being shouted in the kitchen. I did not understand. Meanwhile, my husband went quickly out to see what was happening. I was still in the bath, but knowing that something unpleasant happening in the kitchen. I hurried up. And then I came out from the bathroom, seeing smoke all around. I called my husband aloud. At once he shouted back, “Stay there, and do not come here. There is fire!” And then I heard his voice saying in his language which means, “Go, go, get away from there, it may explode.” Now, I understood. I went shockingly back into the bathroom, looking around where I should go to hide myself. But there seemed nowhere to go, so I sat down and pray in shock.

Right then, I know that everything was fine again, when the chaotic voices calmed down. I went to see my husband right away, feeling more in secure now. Smoke still covered around the place. And in the kitchen wall I saw it black of fire!

We were talking about what has just happened. I asked my husband how the fire stopped and he said that his father run to the cooking gas tank which connected to the machine and close its valve. There was no gas, then no more fire. Our daughter was there, and she asked her father some questions. I heard once he answered to her, “Satan wants to kill us.” “Oh, he wants us to love him, right?” “No, he does not need our love. He wants everybody to die! You should go to bed now and pray thanking God for sending His angel to protect us, otherwise we all would die and could not work for God.”

...

Yes, Satan wants everybody to die. He does not need any love or sympathy from us. He just wants us to die. If God’s angel was not there and prevented us, probably it would be explosion and we all might die, and I could not write this letter to witness His mercy to you now.

I looked outside, it was dark. Satan is trying to take human’s life day and night like a roaring lion, seeking whom he may devour. I thought of this and shivered. We went to bed a while later and did not forget to thank God for not allowing Satan to take our life now. God may have a big plan for us in the future, I said silently to myself.

Now, when all what happened are still alive in my mind, I keep thinking about it again: Life is like a vapor. You do not know what will happen tomorrow. Even in a few minutes you do not know what will happen with you. 

 

ผึ้งน้อยกับแม่นกพิราบ

posted on 24 Oct 2010 21:13 by patgogoi

นึกไม่ออกว่าสมัยเด็กๆ เคยได้ยินนิทานอีสปเรื่องนี้หรือเปล่า... ผึ้งน้อยกับแม่นกพิราบ

แต่เมื่อวันก่อน เอาหนังสือนิทานเรื่องนี้ซึ่งเขียนเป็นภาษาโรมาเนีย มาฝึก่อ่านกับลูกสาวค่ะ...

(ลูกสาวฝึกให้ฉันอ่านนะ ไม่ใช่ฉันฝึกให้ลูก เอิ้กๆ) ฉันอ่านแล้วรู้สึกประทับใจ ก็เลยเก็บเอามาเล่าให้คุณผู้อ่านฟังกัน หวังใจว่าจะคลายเครียดและได้ข้อคิดอะไรบางอย่าง... 

นานนน มาแล้ว... มีเจ้าผึ้งน้อยตัวหนึ่ง มันบินเล่นหากินเกสรจากหมู่ดอกไม้งาม บินเพลินจากดอกนี้ไปดอกโน้น... สุขสันต์อุราใจ แต่ด้วยความเผอเรอไม่ระวังให้ดี เกิดบินไปสะดุดกับใบไม้หมู่หนึ่ง (ต้องเข้าใจนะคะว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง) กลิ้งตกผล